1.เชอร์รี่ ผลไม้เพิ่มความสุข

             สาวๆ รู้หรือไม่ว่า เชอร์รี่ 
ผลไม้รสเปรี้ยวอมหวานซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินซีที่มีมากกว่าส้มถึง 30-80 เท่านั้น นอกจากจะช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใส ชะลอความแก่ และช่วยต้านอนุมูล-
อิสระแล้ว เชอร์รี่ยังมีคุณสมบัติช่วยให้สาวๆ ทั้งหลายอารมณ์ดีขึ้นอีกด้วย

จากผลงานการวิจัยของมหาวิทยาลัยมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าการกินเชอร์รี่มากถึง 20 ผลจะช่วยลดอาการซึมเศร้าได้มากกว่าการกินยา เนื่องจากในผลเชอร์รี่มีสารที่ชื่อว่า แอนโธไซยานิน (Anthocyanin) 
ซึ่งเป็นเม็ดสีใน เชอร์รี่ ทำให้ผลไม้ชนิดนี้มีสีสันสดใส และมีสรรพคุณที่สำคัญคือ ทำให้คนกินมีความสุข ด้วยเหตุนี้แพทย์ตะวันตกจึงเรียก เชอร์รี่ ว่าเป็น แอสไพรินธรรมชาติถ้าเวลาใดที่สาวๆ รู้สึกเครียดหรือเกิดอาการซึมเศร้าก็ลองเปลี่ยนจากการกินยารักษา มาใช้วิธีธรรมชาติบำบัดด้วยการกินเชอร์รี่นะคะ

     2. กินกล้วยต้านโรค

          กล้วย มีกำเนิดอยู่ทางเอเชียตะวันออกเฉียงได้หลายพันปี หลายปีมาแล้ว เชื่อกันว่ากล้วยเป็นผลไม้ชนิดแรกที่คนปลูก เพื่อเป็นอาหาร ประเทศไทยเราชื่อแน่ว่าปลูกกล้วยกินมานานมากแล้ว จดหมายในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อ 300 กว่าปีมาแล้วก็กล่าวถึงเรื่องของกล้วย และยังมีผู้สำรวจและกล่าวว่ากล้วยหลาย 10 พันธุ์มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย แต่คนไทยกลับนิยมกินกล้วยกินน้อยมาก บางคนดูถูกด้วยซ้ำว่าเป็นผลไม้ของคนยาก เนื่องจากราคาถูก จึงถูกจัดให้เป็นผลไม้เกรดต่ำ นำมาขึ้นโต๊ะรับแขกไม่ได้ แขกจะถูกแย่ว่าเลี้ยงกล้วย ต้องไปหาผลไม้แพงๆ ซึ่งความจริงผลไม้ไทยๆ อย่างกล้วยนี้ สุดยอดวิตามินเชียวล่ะ

กินกล้วย-ต้านโรค  ฟังดูชื่อเรื่อง บางคนอาจจะคิดว่า เกินเลยความจริงไปมั้ง

จริง ๆ แล้ว ไม่เกินเลยความจริงเลย กล้วยผลไม้ไทย ๆ ของเรานี่แหละใช้เป็นยาป้องกันและรักษาโรคได้หลายโรค และยังเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีสารอาหารครบทุกชนิดที่ร่างกายต้องการ คือมีทั้ง โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน เกลือแร่ วิตามิน และน้ำ โดยเฉพาะกล้วยน้ำว้าเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง และยังมีคุณสมบัติที่ย่อยง่าย ทางการแพทย์จึงได้เลือกให้กล้วยน้ำว้าสุกเป็นอาหารเสริมในวัยทารก

น้ำตาลที่เกิดขึ้นจากขบวนการเปลี่ยนแปลงของแป้ง ขณะที่กล้วยสุกก็มีคุณสมบัติพิเศษ คือ เมื่อกล้วยตกไปถึงลำไส้จะทำให้ลำไส้มีฤทธิ์เป็นกรด ซึ่งจะเป็นตัวช่วยให้แคลเซียมถูกดูดซึมง่ายและสมบูรณ์ขึ้น จึงนับว่าน้ำตาลในกล้วยมีคุณค่ากว่าน้ำตาลที่ได้จากธัญพืชอื่น ๆ

สารอาหารโปรตีนที่มีอยู่ในกล้วยน้ำว้า เป็นโปรตีนที่มีกรดอะมิโนที่จำเป็นสำหรับเราอยู่หลายชนิด  โดยเฉพาะมีกรดอะมิโนที่มีชื่อว่า อาร์จินิน และ ฮีสติดีน ซึ่งกรดอะมิโนทั้ง 2 ตัวนี้ เป็นกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของทารก

นอกจากโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตแล้ว ในกล้วยแต่ละชนิดยังมีไขมันแม้จะอยู่ในปริมาณที่น้อยก็ตาม

กล้วยแต่ละชนิดจะให้โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน ในปริมาณที่แตกต่างกัน จะเปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนจากตาราง โดยเปรียบเทียบจากเนื้อกล้วยในปริมาณ 100 กรัม เท่าๆ กัน

ส่วนวิตามินนั้น มองดูผิวเผิน กล้วยแต่ละชนิดสีขาวๆ ทั้งนั้นไม่น่าจะให้วิตามินเอเลย แต่ในกล้วยก็มีวิตามินเออยู่ด้วย แม้จะไม่มากเท่าวิตามินเอที่ได้จากมะละกอหรือมะม่วงสุก แต่ก็มีวิตามินเอมากกว่าผลไม้อีกหลาย ๆ ชนิด เช่น ชมพู่ ส้มโอ น้อยหน่า เป็นต้น ในบรรดากล้วยทุกชนิดนั้น กล้วยน้ำว้าจะมีวิตามินเอมากกว่าเพื่อน สำหรับวิตามินตัวอื่น กล้วยก็มีอยู่ครบทุกชนิดเช่นกัน ทั้งวิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินซี และไนอะซิน

 เกลือแร่สำคัญ ๆ ที่มีอยู่ในกล้วยก็คือ แคลเซียม ฟอสฟอรัส และเหล็ก

เมื่อเปรียบเทียบกับผลไม้อื่น ๆ แล้ว กล้วยนับเป็นผลไม้ที่มีเกลือแร่อยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นแคลเซียม ฟอสฟอรัส หรือเหล็กก็ตาม กล้วยทุกชนิดมีแร่ธาตุมากกว่าผลไม้ชนิดต่าง ๆ ดังนี้

มีธาตุเหล็กมากกว่าแตงโม พุทรา ระกำ ลำไย ลิ้นจี่ แอปเปิ้ล แคนตาลูป ฯลฯ

มีแคลเซียมมากกว่าชมพู่ มะเฟือง มะไฟ มะยม มังคุด ลิ้นจี่ ลำไย ฯลฯ

มีฟอสฟอรัสมากกว่าลูกเงาะ ชมพู่ แตงไทย แตงโม มะเฟือง มะม่วง มังคุด ระกำ ละมุด แอปเปิ้ล แคนตาลูป ฯลฯ

        3.  มะม่วงป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งเต้านม

“มะม่วง” นอกจากจะเป็นผลไม้ที่มีรสชาติอร่อยแล้ว ยังเป็นผลไม้ที่มีเส้นใย โพแทสเซียม และวิตามินซีสูงอีกด้วย และในขณะนี้ การศึกษาในห้องปฏิบัติการ ค้นพบว่ามะม่วงอาจช่วยป้องกัน หรือทำลายเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งเต้านมได้

การศึกษาจัดทำโดยนัก วิทยาศาสตร์อาหารจากศูนย์วิจัย Texas AgriLife โดยทำการทดสอบสารสกัดโพลีฟีนอลในมะม่วง (สารธรรมชาติที่พบในพืช ซึ่งเชื่อว่าช่วยส่งเสริมสุขภาพ) กับเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งเม็ดเลือดขาว และมะเร็งต่อมลูกหมากในห้องปฏิบัติการ

ผลการศึกษาพบว่า สารสกัดจากมะม่วงมีผลต่อมะเร็งปอด และมะเร็งต่อมลูกหมากบ้างเล็กน้อย แต่กลับมีประสิทธิภาพมากกับมะเร็งเต้านมและมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยสามารถทำให้เซลล์มะเร็งเต้านมและมะเร็งลำไส้ใหญ่ตายได้ รวมทั้งยังไม่ทำอันตรายกับเซลล์ที่ดี ซึ่งอยู่ติดกับเซลล์มะเร็งด้วย

จากผลการศึกษานี้ นักวิจัยวางแผนต่อไปว่าจะทำการทดลองเล็กๆ ทางคลินิกกับอาสาสมัครที่มีการอักเสบของลำไส้เล็ก และมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง เพื่อดูว่ามีผลทางคลินิกหรือไม่?

สำหรับ ประโยชน์ของมะม่วงนั้น นอกจากมีวิตามินซีสูงแล้ว ยัง มีวิตามินเอ (เบต้าแคโรทีน) และมีวิตามินอื่น ๆ ที่จำเป็นสำหรับร่างกาย เช่น วิตามินอี บี และเค ซึ่งทั้งหมดนี้จำเป็นสำหรับหัวใจ ช่วยให้หัวใจแข็งแรง และยังอุดมไปด้วยเส้นใย ช่วยรักษาอาการท้องผูกและกล้ามเนื้อลำไส้ใหญ่แข็งเกร็งได้อีกด้วย

     4.       ฝรั่ง………ผลไม้เพื่อสุขภาพฟัน

ฝรั่งเป็นผลไม้ที่ปลูกง่าย ให้ผลดีตลอดปี มีราคาถูก ทำให้เป็นผลไม้ไทยชนิดหนึ่งที่นิยมรับประทานกันมาก เหตุที่เรียกว่า ฝรั่ง นั้นไม่มีหลักฐานชัดเจนแต่มีข้อสันนิษฐานว่าอาจจะเป็นเพราะชาวฝรั่งเศสเป็นผู้นำเข้ามาในประเทศไทยหรืออาจจะเรียกเพราะเมื่อผลสุกจะมีสีขาวนวลเหมือนคนฝรั่ง

ฝรั่งเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงมาก จึงมีผลในการป้องกันโรคขาดวิตามินซีซึ่งจะทำให้มีเลือดไหลซึมออกมาจากบริเวณเหงือกที่เรียกว่า ลักปิดลักเปิด ฝรั่งมีวิตามิน เอ และซี “สูงกว่ามะนาวถึง 4 เท่า” จึงมีคุณค่าในการป้องกันโรคหวัดได้ดีอิกด้วย และนอกจากนี้ยังมี “การรับประทานฝรั่งเพื่อลดความอ้วน” เพราะการรับประทานฝรั่ง “ไม่เพิ่มน้ำหนัก” เนื่องจากให้พลังงานต่ำ จึงทานได้บ่อย ๆ ตามต้องการ แต่ถ้ากินมากอาจจะทำให้ท้องผูก ส่วนฝรั่งสุกอาจทำให้ท้องเสียได้

จากคัมภีร์สรรพคุณยากล่าวไว้ว่า ฝรั่งทั้งห้า (ดอก ผล ราก ใบ ต้น) มีรสฝาดแก้ท้องร่วง, บิด ใบ และผลแก้ท้องเสีย, บิด, ดับกลิ่นปาก กรมอนามัยได้ทำการศึกษาพบว่า นอกจากวิตามินเอ และซีแล้ว ฝรั่งยังมีวิตามินบี 1 บี 2 แคลเซียม เหล็ก ฟอสฟอรัส เพคติน แทนนิน และมีเส้นใยสูง

ในปัจจุบันนี้ฝรั่งถือเป็นพืชสมุนไพร ที่นำมาใช้ประโยชน์ได้หลายทาง เช่น นำใบแก่ ๆ มาปิ้งไฟชงน้ำดื่มแก้อาการท้องเดินได้ หรือนำผลฝรั่งอ่อน ๆ เอาเฉพาะเปลือกกับเนื้อไม่เอาเมล็ด ใส่เกลือเล็กน้อยรับประทานหรือต้มน้ำใช้ดื่ม จะมีสารเทนนิน ซึ่งมีฤทธิ์ฝาดสมาน หยุดอาการท้องร่วงได้ ส่วนเพคตินและเส้นใยพืช จะช่วยป้องกันโรคท้องผูก มะเร็งลำไส้ ริดสีดวงทวาร และช่วยเคลือบลำไส้เล็กทำให้ดูดซึมน้ำตาลและไขมันน้อยลง จึงช่วยควบคุมเบาหวาน ลดไขมันในเลือด ช่วยไม่ให้ไขมันจับผนังหลอดเลือด ป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว

นอกจากนี้ใบฝรั่งยังมีสารฝาดสมานและน้ำมันหอมระเหยจึงสามารถนำใบฝรั่งมาทำน้ำยาดับกลิ่นปาก ถ้าใช้ใบสด 4-5 ใบ เคี้ยวให้ละเอิยดหลังรับประทานอาหาร อมไว้สักพักแล้วค่อยคายทิ้งจะช่วยลดกลิ่นอาหาร เหล้า บุหรี่ และช่วยในการลดการเกิดเหงือกอักเสบได้ด้วย

หลังจากรับประทานอาหาร มักจะมีเศษอาหารติดค้างอยู่ตามซี่ฟันมาก โดยเฉพาะอาหารพวกแป้งและคาร์โบไฮเดรตซึ่งได้แก่ ข้าว ขนมปัง ของหวาน อาหารพวกนี้จะติดฟันได้ง่าย ถ้าแปรงฟันไม่สะอาดจะทำให้เกิดคราบจุลินทรีย์ ที่เรียกว่า พลัค เกาะที่คอฟันบริเวณที่ชิดกับเหงือก

เชื้อจุลินทรีย์นั้นจะปล่อยสารพิษออกมาทำให้เหงือกอักเสบ มีหนอง เป็นผลทำให้เกิดมีกลิ่นปากเหม็น ทันตแพทย์จึงแนะนำให้แปรงฟันหลังอาหารหรืออย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เพื่อกำจัดคราบจุลินทรีย์

การรับประทานฝรั่งนอกจากจะมีประโยชน์ต่อร่างกายแล้วยังจะ “ช่วยในการกำจัดคราบอาหารบนตัวฟันได้” จากการศึกษาในกลุ่มนักศึกษาอาสาสมัครที่ไม่แปรงฟันเป็นเวลา 1-2 วัน เกิดมีคราบเกาะที่ฟัน แล้วให้มาเคี้ยวฝรั่ง เมื่อตรวจฟันหลังจากนั้น พบว่าคราบอาหารถูกกำจัดออกไปได้ดี จึงถือว่าการเคี้ยวฝรั่งนั้นเป็นวิธีที่ช่วยทำความสะอาดฟันได้ และยังช่วยลดกลิ่นปากด้วย

นอกจากฝรั่งแล้ว นับว่าโชคดีที่ประเทศเราอยู่ในเขตร้อนซึ่งมีผักผลไม้อิกหลายชนิดที่ให้รับประทานได้ตลอดปี มีราคาถูก รสอร่อย และมีวิตามินสูง ไม่ว่าจะเป็นสับปะรด แตงกวา แครอท ถั่วฝักยาว และอื่น ๆ ซึ่งถ้ารับประทานผลไม้หรือผักสดหลังอาหารจะทำให้มีสุขภาพแข็งแรง ช่วยในการทำความสะอาดช่องปาก ดีต่อสุขภาพเหงือกและฟันด้วย

      5. แตงโม ผลไม้เพื่อสุขภาพ

สำหรับสาวคนใดที่ชื่นชอบการรับประทานผลไม้เป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นผลไม้ในประเทศหรือต่างประเทศ แต่มีผลไม้ชนิดหนึ่งที่สาวๆ ทั้งหลายไม่ควรพลาด นั่นก็คือแตงโม

เนื่องจากในผลแตงโมมีสารสำคัญสีแดงที่มีชื่อว่า ไลโคปีน (Lycopene) ที่ช่วยในการต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งและโรคหัวใจ อีกทั้งในเนื้อแตงโมยังมี เบตาแคโรทีน (Beta-Carotene) ซึ่งเป็นสารที่ร่างกายนำมาใช้เพื่อเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ มีผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน ทั้งยังช่วยป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินหายใจ และระบบขับปัสสาวะ รวมถึงยังช่วยบำรุงผิวพรรณและเส้นผมให้แข็งแรงอีกด้วย

          นอกจากนี้เปลือกแตงโมยังมีสาร ซิทรูไลน์’ (Citruline) ที่มีส่วนช่วยขยายเส้นเลือดซึ่งเป็นผลดีต่อระบบภูมิคุ้มกัน และสารนี้ยังเป็นประโยชน์ต่อคนที่เป็นโรคอ้วนและเบาหวานด้วย สำหรับผู้หญิงคนใดที่ต้องการลดความอ้วน แตงโมอาจกลายเป็นตัวเลือกสำคัญของคุณได้ เนื่องจากแตงโมมีแคลอรี่ต่ำ และยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นวิตามินซีที่ช่วยป้องกันไข้หวัดและโรคเลือดออกตามไรฟัน หรือจะเป็นโพแทสเซียมที่มีส่วนช่วยควบคุมความดันโลหิตของร่างกาย

          ใครที่เคยเมินเชิดใส่แตงโม ควรรีบเปลี่ยนทัศนคติแล้วหันกลับมาให้ความสนใจในคุณประโยชน์และรสชาติหวานอร่อยของแตงโมอย่างเต็มที่

     6. “สับปะรด” เพื่อกระดูกแข็งแรง

นอกจากเอาใจใส่กระดูกด้วยการกินอาหารที่มีแคลเซียมแล้ว ดร.จีน ฟรีแลนด์-เกรฟส์ ศาสตราจารย์ด้านโภชนาการจาก มหาวิทยาลัยเท็กซัส ออสติน ยังแนะนำให้กินสับปะรด

ทั้งนี้ เนื่องจากสับปะรดเป็นผลไม้ที่มีแมงกานีสสูง ซึ่งเป็นหนึ่งในแร่ธาตุสำคัญที่ช่วยสร้างกระดูก ทำให้กระดูกแข็งแรง รวมทั้งช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุน กระดูกเปราะบาง และแตกหักง่าย

นอกจากกินเนื้อสับปะรดแล้ว การดื่มน้ำสับปะรดยังช่วยให้ร่างกายดูดซึมแร่ธาตุได้เร็วขึ้น
วิธีทำน้ำสับปะรดแบบชีวจิตไม่ยุ่งยาก เพียงนำเนื้อสับปะรดตามปริมาณที่ต้องการ ใส่ลงในเครื่องแยกกาก เท่านี้ก็จะได้น้ำ เอนไซม์สับปะรดสดอร่อยพร้อมดื่ม และอุดมด้วยคุณค่าแมงกานีสที่เป็นประโยชน์ต่อกระดูก  จะให้ดีออกกำลังกายเสริมกระดูกอีกแรงสิคะ

      7.   “ลูกพรุน” กินแล้วสุขภาพไม่พรุน

ชื่อของลูกพรุนอาจจะดูไม่ค่อยแจ่ม แต่เรื่องประโยชน์แล้วขอบอกว่าทั้งแจ่ม แจ๋ว และเจ๋งจริง

ถ้า อยากได้สารอาหาร ลูกพรุนจัดให้ !! ทั้งวิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินซี โพแทสเซียม แคลเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียมและสังกะสี

กากใยของลูกพรุนช่วยลดโคเลสเตอรอลได้ สาวๆ ที่กำลังรีดไขมันเตรียมเฮได้เลย

ท้องผูกๆ จะเลิกผูกเสียทีถ้าคุณหมั่นกินลูกพรุนเป็นประจำ เพราะเจ้าผลไม้ชนิดนี้มีสรรพคุณเป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัว และอุจจาระที่ออกมาดูโลกก็จะนิ่ม หมดห่วงเรื่องริดสีดวงทวารได้เลย

ลูกพรุนมีสารต้านอนุมูลอิสระเป็นจำนวนที่ไม่น้อยหน้าใคร อยากผิวสวยหน้าใสห่างไกลมะเร็ง ลูกพรุนนี่ล่ะคำตอบ

น้ำตาลของลูกพรุนยังเป็นน้ำตาลชนิดฟรุคโตสและซอร์บิทอล ซึ่งไม่ทำให้เป็นเบาหวาน แต่ให้พลังงานได้ทันทีที่กิน
แคลเซียมในผลไม้ชนิดนี้จะทำให้คุณเป็นสาวกระดูกเหล็ก ฟันแข็งแรง หัวใจแกร่ง ประสาททำงานเป็นปกติ จะคิดอะไรก็คล่องปรี๊ดๆ

วิตามิน B2 ที่ชื่อโรโนฟลาตินในลูกพรุน ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง ดีต่อผม ผิว เล็บ และการมองเห็น

วิตามินอี ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้สะดวก ยืดอายุของเม็ดเลือดแดง แถมยังบำรุงผิว บำรุงสายตา ใครทำอะไรกันในที่มืดๆ ไม่มีทางรอดพ้นสายตาแน่ๆ

ลูกพรุนเป็นผลไม้ที่มีธาตุเหล็กสูงเกินหน้าเกินตาผลไม้อื่น คนที่ขาดธาตุเหล็กแต่ไม่ชอบดื่มนม จะหันมากินลูกพรุนแทนก็เป็นไอเดียที่ไม่เลว

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s